Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

สละเวลาไม่กี่นาที อ่านเรื่องต่อไปนี้ที่คนขับรถเกียร์ออโต้ควรรู้ไว้ ก่อนรถพัง

รถยนต์ในปัจจุบันจะมีเกียร์ใช้กันพอแยกจำแนกได้ 2 ระบบ นั่นก็คือแบบเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งอย่างหลังค่อนข้างได้รับความนิยมมากกว่า เพราะช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายกว่า และในปัจจุบันก็ยังมีการพัฒนาระบบเกียร์อัตโนมัติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ผู้ขับขี่ควรทราบเกี่ยวกับเกียร์อัตโนมัติก็คือตำแหน่งต่างๆ ของเกียร์ และควรเลือกใช้ให้ถูกต้อง เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์และช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยอีกด้วย โดยตำแหน่งต่างๆ ของเกียร์อัตโนมัติจะมีดังนี้

ตำแหน่ง P ใช้สำหรับจอดรถในตำแหน่งที่ไม่กีดขวางรถคันอื่นหรือจอดในบริเวณที่ลาดชัน

ตำแหน่ง R ใช้ในการถอยหลัง เป็นตำแหน่งที่อันตรายมากที่สุด ให้เหยียบเบรกทุกครั้งที่เข้าเกียร์ เพื่อให้รถถอยหลังอย่างช้า ๆ

ตำแหน่ง N เป็นตำแหน่งเกียร์ว่าง ใช้ในการหยุดรถชั่วคราวหรือจอดรถในตำแหน่งที่กีดขวางเส้นทางจราจร

ตำแหน่ง D ใช้ในการขับขี่เพื่อเดินหน้ารถตามปกติ

ตำแหน่ง 2 ใช้สำหรับการขับขี่ขึ้นทางลาดชันที่ไม่สูงมากนัก และสามารถใช้ความเร็วได้พอสมควร

ตำแหน่ง L ใช้สำหรับการขับขี่ขึ้นทางลาดชันที่สูงมาก และต้องใช้ความเร็วต่ำ

เทคนิคการขับเกียร์อัตโนมัติ

1. ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ควรตรวจสอบให้เกียร์อยู่ในตำแหน่ง P และสตาร์ทเครื่องยนต์ในขณะที่เกียร์อยู่ในตำแหน่ง P เท่านั้น เพราะหากคันเกียร์คร่อมอยู่ในตำแหน่ง P – R แรงสั่นสะเทือนจากการสตาร์ทเครื่องยนต์ อาจทำให้เกียร์ดีดไปเข้าเกียร์ R ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

2. ในการขับรถลงทางลาดชัน ต้องใช้เกียร์ตำแหน่ง “D3” แต่กรณีที่ทางลงนั้นชันมาก ๆ ให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง “2” เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก (Engine Brake) ในขณะเดียวกันคุณควรเหยียบเบรกไปด้วย หรืออาจใช้เบรกมือ เพื่อช่วยในการหยุดรถที่ดียิ่งขึ้น

3. ห้ามใช้เกียร์ “N” หรือ “D4” ในการขับรถลงทางชันมากๆ เพราะกำลัวงเครื่องยนต์ไม่พอ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

4. การจอดรถแล้วไม่ดับเครื่องยนต์ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น จอดรถเพื่อไปลงเปิดประตูบ้านหรือไปซื้อของริมถนน ไม่ควรใช้ตำแหน่ง N แต่ควรใช้ตำแหน่ง P และใส่เบรคมือทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้รถพุ่งไปข้างหน้า

5. หากต้องการเปลี่ยนเกียร์ไปตำแหน่งอื่น เช่น จากตำแหน่ง N ไป D หรือ R ต้องทำในขณะที่รถยนต์จอดสนิท และควรเหยียบเบรกป้องกันกันรถเคลื่อน

6. หากหยุดในชั่วแค่ 2-3 นาที ก็ควรอยู่ที่ตำแหน่ง D โดยแตะเบรกแทน แต่หากหยุดนานเกินกว่านี้ค่อยเปลี่ยนเป็น N และต้องการป้องกันรถไหลก็ใส่เบรคเบรกมือด้วย

7. เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุกๆ 6 เดือนหรือปีละ 2 ครั้ง จะช่วยยืดอายุการทำงานของระบบเกียร์ได้เพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัดและการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ทำให้รถยนต์ต้องวิ่งๆ หยุดๆ แรงดันน้ำมันสูง-ต่ำไม่คงที่ในระบบเกียร์สูงจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูง

เพียงทำตามคำแนะนำข้างต้นก็จะช่วยให้การขับขี่ของคุณปลอดภัย และยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์อีกด้วย เป็นเรื่องที่ผู้ขับขี่ไม่ควรมองข้ามหรือละเลย

ขอบคุณที่มา : https://bit.ly/30YMKPz